“งูสวัดไม่ใช่แค่ผื่นธรรมดา แต่คือความเจ็บปวดที่อาจอยู่กับคุณไปอีกนาน” หลายคนอาจคิดว่าโรคงูสวัดเป็นแค่ผื่นที่หายได้เอง แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถทำให้เกิดอาการปวดเส้นประสาทอย่างรุนแรงง
การฉีดวัคซีนงูสวัดจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่เพียงช่วย “ลดโอกาสการเกิดโรค” แต่ยังช่วย “ลดความรุนแรงของอาการ” และ “ป้องกันภาวะแทรกซ้อน” ที่อาจตามมาได้
ข้อมูลสำคัญที่ต้องรู้
- วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดคืออะไร
- ทำไมต้องฉีดวัคซีนงูสวัด
- ราคาวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

- ผู้ที่ควรฉีดวัคซีนโรคงูสวัด
- ผู้ที่ไม่ควรฉีดวัคซีนงูสวัด

- วัคซีนงูสวัดต้องฉีดกี่เข็ม

- อาการข้างเคียงหลังรับวัคซีน
- ข้อควรปฏิบัติหลังฉีด
- คำถามที่พบบ่อย
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดคืออะไร
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด คือวัคซีนที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการเกิดโรคงูสวัดและลดความรุนแรงของโรค รวมถึงลดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังหลังเป็นงูสวัด (PHN) โดยเฉพาะในผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนมี 2 ชนิด ได้แก่
- วัคซีนชนิดเชื้อเป็นหรือเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (Zoster vaccine live; ZVL)
- วัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็นหรือชนิดรีคอมบิแนนท์ (Recombinant zoster vaccine; RZV)
ทำไมต้องฉีดวัคซีนงูสวัด
โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับอีสุกอีใส เมื่อเชื้อแฝงตัวในเส้นประสาทและเกิดซํ้าขึ้น มักพบในผู้สูงอายุ (>50 ปี) หรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ ซึ่งอาการปวดเรื้อรังนี้ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงมาก
วัคซีนจึงจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและช่วยป้องกันอาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (PHN) ซึ่งเป็นความปวดที่ทรมานเรื้อรังและรักษายากในผู้สูงอายุ อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพจากภาวะแทรกซ้อนอีกด้วย
ราคาวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
- แพ็กเกจแบบ 1 เข็ม ราคา 6,900 บาท
- แพ็กเกจแบบ 2 เข็ม ราคา 13,500 บาท
- ราคานี้รวมค่าบริการทางการแพทย์แล้ว
ผู้ที่ควรฉีดวัคซีนงูสวัด
- อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
- อายุน้อยกว่า 50 ปี แต่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จากการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เคมีบำบัด ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ รวมถึงผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
- อายุน้อยกว่า 50 ปี แต่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเสื่อมเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือโรคปอด
- ผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อน สามารถฉีดได้หลังหายโดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 6 เดือน
- ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนงูสวัดชนิดเชื้อเป็นมาก่อน สามารถเปลี่ยนรับวัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็นได้ โดยให้ 2 เข็มและเว้นห่างจากวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอย่างน้อย 2 เดือน
ผู้ที่ไม่ควรฉีดวัคซีนงูสวัด
- ผู้ที่แพ้รุนแรงต่อวัคซีนงูสวัดหรือส่วนประกอบใดๆ (เช่น กลูเตน, เจลาติน)
- หลังได้รับวัคซีนครั้งแรกเกิดอาการแพ้รุนแรง (เช่น anaphylaxis) ห้ามฉีดเข็มถัดไป
- ผู้ที่กำลังป่วยปานกลาง-รุนแรง ควรเลื่อนฉีดไปก่อนจนกว่าอาการจะดีขึ้น
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ห้ามฉีดวัคซีนเชื้อเป็น เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อกระจาย (แต่วัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็นหรือรีคอมบิแนนท์สามารถฉีดได้)
- ตั้งครรภ์/ให้นมบุตร ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน
- โรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น วัณโรคแพร่กระจาย, ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ระยะลุกลาม (CD4 ต่ำมาก) เป็นต้น ควรงดฉีดวัคซีนเชื้อเป็น
- ไม่แนะนำฉีดวัคซีนงูสวัดเพื่อป้องกันอีสุกอีใส เนื่องจากเป็นคนละการติดเชื้อ หากยังไม่เคยติดเชื้อ VZV มาก่อน (เช่น เด็กหรือผู้ใหญ่วัยรุ่น) ควรฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสก่อน
วัคซีนงูสวัดต้องฉีดกี่เข็ม
- วัคซีนชนิดเชื้อเป็นหรือเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (Zoster vaccine live; ZVL);
ฉีด 1 เข็ม ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง - วัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็นหรือรีคอมบิแนนท์ (Recombinant zoster vaccine; RZV);
ฉีด 2 เข็ม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยเข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 2-6 เดือน (หากผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ สามารถพิจารณาห่าง 1-2 เดือนได้) หากเว้นเกิน 6 เดือน ให้ฉีดเข็มที่สองทันทีไม่ต้องเริ่มนับใหม่ (ขณะนี้ยังไม่มีแผนต้องให้กระตุ้นเพิ่มหลังครบ 2 เข็ม)
อาการข้างเคียงหลังรับวัคซีน
อาการข้างเคียงส่วนใหญ่เกิดที่ตำแหน่งฉีดและมักเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวด บวม แดงรอบแขนที่ฉีด และอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดเล็กน้อย (ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ไข้ต่ำๆ) โดยมักหายภายใน 1-3 วัน หากมีไข้สูงหรือผื่นลมพิษลุกลามควรรีบปรึกษาแพทย์
ข้อควรปฏิบัติหลังฉีด
- พักสังเกตอาการ 30 นาที หลังฉีดที่สถานบริการ
- หากมีอาการปวดบวมบริเวณแขนที่ฉีด ให้ประคบเย็น ออกกำลังกายแขนเบาๆ และรับประทานยาแก้ปวด (เช่น paracetamol, ibuprofen) ได้
- หากมีอาการแพ้รุนแรง (หน้าบวม ลมพิษ หายใจหอบ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก) ควรรีบพบแพทย์หรือโทรแจ้ง 1669 ทันที
- ควรรับวัคซีนให้ครบตามกำหนด (2 เข็มสำหรับ Shingrix) และเก็บบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนไว้เสมอ
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านไวรัส (Acyclovir, Valacyclovir, Famciclovir) ภายใน 2 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีนงูสวัดชนิดเชื้อเป็น
คำแนะนำจากแพทย์ก่อนมาฉีดวัคซีน
- การเตรียมข้อมูลสุขภาพ : ประวัติการเป็นงูสวัด, ประวัติวัคซีนเดิม, ประวัติการแพ้วัคซีนหรือยาหรือส่วนประกอบในวัคซีน เช่น นีโอมัยซิน(Neomycin) เจลาติน หรือกลูเตน, ยาโรคประจำตัว โดยเฉพาะยากดภูมิคุ้มกัน ยาสเตียรอยด์ หรือยาละลายลิ่มเลือด เพื่อที่จะได้ประเมินความเสี่ยงและตำแหน่งการฉีดที่เหมาะสม
- การเตรียมร่างกายก่อนวันนัด : ไม่ต้องงดอาหาร สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับให้เต็มอิ่มก่อนวันฉีด เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกัน
คำถามที่พบบ่อย
บุคคลที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสมาก่อน จะไม่สามารถเป็นโรคงูสวัดได้ แต่หากไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยงูสวัด อาจได้รับเชื้อและกลายเป็นโรคอีสุกอีใสแทนได้ ” และ “ แม้จะเคยเป็นแล้วหรือดูแลสุขภาพดีแค่ไหน เชื้อที่ซ่อนอยู่ก็รอจังหวะที่ร่างกายอ่อนแอเพื่อกลับมาเป็นใหม่ได้
การฉีดวัคซีนจึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคซ้ำและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ในอนาคตโดยเฉพาะอาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
พ.ญ.สายนที ปรางค์นอก
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 06/04/2026
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

