โรคคางทูม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ติดต่อได้โดยการสัมผัส โดยตรงจากสารคัดหลั่งของทางเดินหายใจ คางบวมอาจเกิดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โรคนี้แม้จะสามารถหายได้เอง แต่หากไม่ดูแลอย่างถูกต้องอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
บทความนี้จะพาไปรู้จักโรคคางทูมตั้งแต่สาเหตุ อาการ การติดต่อ วิธีรักษา ไปจนถึงแนวทางการดูแลและการป้องกัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโรคและตัดสินใจดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
ข้อมูลสำคัญของโรคคางทูม
- โรคคางทูมคืออะไร เกิดจากอะไร?
- อาการคางทูมเป็นอย่างไร แบบไหนควรสงสัยว่าเป็น?
- คางทูมติดต่อกันได้อย่างไร ใกล้ชิดแค่ไหนถึงเสี่ยง?
- ภาวะแทรกซ้อนของโรคคางทูม

- วิธีรักษาโรคคางทูม
- คางทูมตรวจอย่างไร ต้องตรวจเลือดหรือไม่?
- วิธีป้องกันโรคคางทูม

- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคคางทูม
- สังเกต “คางบวม” อย่างไรไม่ให้สับสนกับโรคอื่น?
โรคคางทูมคืออะไร เกิดจากอะไร?
โรคคางทูม (Mumps) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Mumps virus ในตระกูล Paramyxoviridae ไวรัสจะแพร่จากคนสู่คน ผ่านการพูด ไอหรือจาม เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจไปในกระแสเลือด และเดินทางไปยังต่อมน้ำลาย โดยเฉพาะต่อมน้ำลายพาโรติด (Parotid gland) ซึ่งอยู่บริเวณข้างหูและหน้ากกหู ทำให้เกิดการอักเสบ บวมโตและมีอาการปวด
โรคนี้พบได้ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์มาตรฐาน
อาการคางทูมเป็นอย่างไร
ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 12-25 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยอาการจะแบ่งเป็นระยะ ดังนี้:
- ระยะอาการนำ (Prodromal): มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนอาการบวม 2-3 วัน
- ระยะต่อมน้ำลายอักเสบ (Parotitis): ต่อมน้ำลายพาโรติดบวมและกดเจ็บ มักบวมมากที่สุดใน 1-3 วัน อาจบวมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ (พบสองข้างประมาณ 70-90%) และจะปวดมากขึ้นเมื่ออ้าปาก เคี้ยว หรือกลืน โดยเฉพาะเมื่อทานอาหารรสเปรี้ยวที่กระตุ้นการหลั่งน้ำลาย
คางทูมติดต่อกันได้อย่างไร ใกล้ชิดแค่ไหนถึงเสี่ยง?
คางทูมติดต่อได้ง่ายผ่านละอองฝอยและการสัมผัสโดยตรง ผ่านการไอ จาม พูดคุยในระยะใกล้ชิด (ประมาณ 6 ฟุต) หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำลายจากการใช้ของร่วมกัน เช่น หลอดดูดน้ำ แก้วน้ำ ช้อนส้อม
- ระยะแพร่เชื้อ: ตั้งแต่ 2 วันก่อนเริ่มมีอาการบวม จนถึง 5 วันหลังเริ่มมีอาการ
- ความเสี่ยง: ในสถานที่แออัด เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย หอพัก หรือค่ายทหาร
ภาวะแทรกซ้อนของโรคคางทูม
แม้โรคคางทูมส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ได้แก่
- อัณฑะอักเสบ พบได้ 20-30% ในเพศชาย มักเกิดหลังอาการบวม 1-2 สัปดาห์ ส่งผลให้จำนวนสเปิร์มลดลงหรืออัณฑะฝ่อได้
- รังไข่อักเสบ พบได้ 5% ทำให้ปวดท้องน้อยและมีไข้สูง
- เต้านมอักเสบ ในเพศหญิง
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (1-10%) และไข้สมองอักเสบ (1 ใน 1,000) ทำให้ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง ซึมลง หรือชัก
- สูญเสียการได้ยิน อาจเกิดขึ้นเฉียบพลันและเป็นถาวรได้ในอัตรา 1 ใน 20,000 ราย
- ตับอ่อนอักเสบ ปวดท้องส่วนบนรุนแรง ร้าวไปหลังและมีไข้สูง
วิธีรักษาโรคคางทูม
การรักษาจึงเน้นการประคับประคองหรือดูแลตามอาการเป็นหลักเพราะปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อหรือยาต้านไวรัสที่รักษาคางทูมโดยตรง
- รับประทานยาเพื่อลดไข้และปวด เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโปรเฟน (ข้อควรระวัง ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี เพราะเสี่ยงต่อ “กลุ่มอาการราย” (Reye’s Syndrome) ที่ทำให้สมองและตับอักเสบเฉียบพลัน)
- การดูแลตนเอง ประคบเย็นหรือร้อนบริเวณที่บวมเพื่อลดปวด, ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารอ่อนและงดอาหารรสเปรี้ยวหรือน้ำผลไม้ที่มีกรด เพราะจะทำให้ปวดต่อมน้ำลายมากขึ้น
คางทูมตรวจอย่างไร ต้องตรวจเลือดหรือไม่?
การวินิจฉัยเบื้องต้นทำได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย แต่ในบางกรณีหากอาการไม่ชัดเจนอาจต้องมีการตรวจยืนยันทางห้องงปฏิบัติการ
- ตรวจ RT-PCR หาเชื้อไวรัสจากน้ำลายหรือป้ายเยื่อบุข้างแก้มหรือจากปัสสาวะ ซึ่งให้ผลแม่นยำสูงในช่วง 3 วันแรกที่เริ่มมีอาการ
- ตรวจเลือดหาแอนติบอดี (Mumps IgM/IgG) เพื่อช่วยยืนยันการติดเชื้อหรือประเมินภูมิคุ้มกัน
ปัจจุบัน ไม่แนะนำการตรวจหา Mumps antigen หรือสารก่อภูมิต้านทาน เป็นการตรวจมาตรฐาน เนื่องจากมีความไวต่ำ
วิธีป้องกันโรคคางทูม
- การฉีดวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) ป้องกันโรคได้ถึง 95%
เด็ก: ฉีด 2 เข็ม (เข็มแรกอายุ 9-12 เดือน / เข็มที่สองอายุ 1 ปี 6 เดือน ถึง 2 ปีครึ่ง)
ผู้ใหญ่: หากไม่มีประวัติหรือไม่ทราบแน่ชัด ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
- การป้องกันอื่นๆ เพื่อรักษาสุขอนามัย ได้แก่ การล้างมือให้สะอาดเสมอ สวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชน หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
สังเกต “คางบวม” อย่างไรไม่ให้สับสนกับโรคอื่น?
เนื่องจากอาการแก้มบวมหรือคอบวม ไม่ได้เกิดจากโรคคางทูมเสมอไป จำเป็นต้องแยกจากโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน ได้แก่
- ต่อมน้ำลายอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial sialadenitis) มักบวมเพียงข้างเดียว และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผิวหนังบริเวณที่บวมจะแดง ร้อนและเจ็บปวดรุนแรง หากนวดบริเวณต่อมน้ำลาย อาจพบหนองข้นๆ หรือน้ำลายรสชาติผิดปกติไหลออกมาในช่องปาก
- นิ่วในต่อมน้ำลาย (Obstructive sialadenitis) มักปวดและบวมมากขึ้นขณะรับประทานอาหาร ไม่มีไข้และไม่ติดต่อ
- ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ (Lymphadenitis) มักเป็นก้อนแยกจากกันชัดเจน ขอบเขตชัดตำแหน่งจะอยู่หลังมุมขากรรไกร (ไม่ใช่หน้ากกหู) และไม่ดันติ่งหูให้ยกขึ้น
- โรคติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น เช่น EBV, Influenza อาจทำให้ต่อมน้ำลายหรือต่อมน้ำเหลืองโตได้
- ปัญหาช่องปากและฟัน เช่น รากฟันอักเสบ หรือเหงือกอักเสบรุนแรง จะบวมบริเวณเหงือกหรือแก้มข้างเดียวและสัมพันธ์กับอาการปวดฟัน
ข้อแนะนำสำคัญจากแพทย์
พ.ญ.สายนที ปรางค์นอก ว.67668 – แพทย์ประจำคลินิก
สนใจรับบริการทักแชทได้เลยค่ะโรคคางทูมเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ค่ะ ซึ่งวิธีที่อยากแนะนำสำหรับคนทุกวัย คือการฉีดวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) และดูแลสุขอนามัยให้ดีเสมอ ล้างมือบ่อยๆและไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นค่ะ จะช่วยป้องกันตัวเราและคนรอบข้างได้มาก
สังเกตสัญญาณอันตราย! หากมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนมาก อัณฑะปวดบวมแดง ปวดท้องน้อยมากหรือหูได้ยินไม่ชัดเจน ให้มาหาหมอนะคะ
โรคคางทูมเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีการใกล้ชิดกันอย่างในเมืองที่คนแออัดอย่างกรุงเทพฯ อาการสำคัญคือการบวมของต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูและกราม ซึ่งอาจพบร่วมกับไข้ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย แม้ในหลายกรณีโรคคางทูมจะสามารถหายได้เอง แต่ในผู้ใหญ่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่า
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
พ.ญ.สายนที ปรางค์นอก
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 20/01/2026
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

