โรคคางทูมเกิดจากอะไร อาการ วิธีป้องกัน และการรักษา

โรคคางทูม

โรคคางทูม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ติดต่อได้โดยการสัมผัส โดยตรงจากสารคัดหลั่งของทางเดินหายใจ คางบวมอาจเกิดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โรคนี้แม้จะสามารถหายได้เอง แต่หากไม่ดูแลอย่างถูกต้องอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

บทความนี้จะพาไปรู้จักโรคคางทูมตั้งแต่สาเหตุ อาการ การติดต่อ วิธีรักษา ไปจนถึงแนวทางการดูแลและการป้องกัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโรคและตัดสินใจดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

ข้อมูลสำคัญของโรคคางทูม

โรคคางทูมคืออะไร เกิดจากอะไร?

โรคคางทูมคืออะไร เกิดจากอะไร?

โรคคางทูม (Mumps) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Mumps virus ในตระกูล Paramyxoviridae ไวรัสจะแพร่จากคนสู่คน ผ่านการพูด ไอหรือจาม เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจไปในกระแสเลือด และเดินทางไปยังต่อมน้ำลาย โดยเฉพาะต่อมน้ำลายพาโรติด (Parotid gland) ซึ่งอยู่บริเวณข้างหูและหน้ากกหู ทำให้เกิดการอักเสบ บวมโตและมีอาการปวด

โรคนี้พบได้ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์มาตรฐาน

อาการคางทูมเป็นอย่างไร

ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 12-25 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยอาการจะแบ่งเป็นระยะ ดังนี้:

  1. ระยะอาการนำ (Prodromal): มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนอาการบวม 2-3 วัน
  2. ระยะต่อมน้ำลายอักเสบ (Parotitis): ต่อมน้ำลายพาโรติดบวมและกดเจ็บ มักบวมมากที่สุดใน 1-3 วัน อาจบวมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ (พบสองข้างประมาณ 70-90%) และจะปวดมากขึ้นเมื่ออ้าปาก เคี้ยว หรือกลืน โดยเฉพาะเมื่อทานอาหารรสเปรี้ยวที่กระตุ้นการหลั่งน้ำลาย

แบบไหนควรสงสัยว่าเป็น?
จะเห็นได้ว่าอาการเริ่มแรกของคางทูมนั้นคล้ายอาการไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ให้สังเกตลักษณะเด่น 3 อาการต้องสงสัย คือ “มีไข้ + แก้มบวม + ปวดเมื่อเคี้ยวอาหาร” ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

คางทูมติดต่อกันได้อย่างไร

คางทูมติดต่อกันได้อย่างไร ใกล้ชิดแค่ไหนถึงเสี่ยง?

คางทูมติดต่อได้ง่ายผ่านละอองฝอยและการสัมผัสโดยตรง ผ่านการไอ จาม พูดคุยในระยะใกล้ชิด (ประมาณ 6 ฟุต) หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำลายจากการใช้ของร่วมกัน เช่น หลอดดูดน้ำ แก้วน้ำ ช้อนส้อม

  • ระยะแพร่เชื้อ: ตั้งแต่ 2 วันก่อนเริ่มมีอาการบวม จนถึง 5 วันหลังเริ่มมีอาการ
  • ความเสี่ยง: ในสถานที่แออัด เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย หอพัก หรือค่ายทหาร 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคคางทูม

แม้โรคคางทูมส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ได้แก่

  1. อัณฑะอักเสบ พบได้ 20-30% ในเพศชาย มักเกิดหลังอาการบวม 1-2 สัปดาห์ ส่งผลให้จำนวนสเปิร์มลดลงหรืออัณฑะฝ่อได้
  2. รังไข่อักเสบ พบได้ 5% ทำให้ปวดท้องน้อยและมีไข้สูง
  3. เต้านมอักเสบ ในเพศหญิง
  4. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (1-10%) และไข้สมองอักเสบ (1 ใน 1,000) ทำให้ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง ซึมลง หรือชัก
  5. สูญเสียการได้ยิน อาจเกิดขึ้นเฉียบพลันและเป็นถาวรได้ในอัตรา 1 ใน 20,000 ราย
  6. ตับอ่อนอักเสบ ปวดท้องส่วนบนรุนแรง ร้าวไปหลังและมีไข้สูง
วิธีรักษาโรคคางทูม

วิธีรักษาโรคคางทูม

การรักษาจึงเน้นการประคับประคองหรือดูแลตามอาการเป็นหลักเพราะปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อหรือยาต้านไวรัสที่รักษาคางทูมโดยตรง 

  • รับประทานยาเพื่อลดไข้และปวด เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโปรเฟน (ข้อควรระวัง ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี เพราะเสี่ยงต่อ “กลุ่มอาการราย” (Reye’s Syndrome) ที่ทำให้สมองและตับอักเสบเฉียบพลัน)
  • การดูแลตนเอง ประคบเย็นหรือร้อนบริเวณที่บวมเพื่อลดปวด, ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารอ่อนและงดอาหารรสเปรี้ยวหรือน้ำผลไม้ที่มีกรด เพราะจะทำให้ปวดต่อมน้ำลายมากขึ้น

มีอาการคางทูม ไม่แน่ใจว่าต้องรักษาอย่างไร?
อินทัชเมดิแคร์ คลินิกในกรุงเทพ พร้อมให้แพทย์ช่วยประเมินอาการ

กดเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามสาขาใกล้บ้านได้ค่ะ

คางทูมตรวจอย่างไร ต้องตรวจเลือดหรือไม่?

การวินิจฉัยเบื้องต้นทำได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย แต่ในบางกรณีหากอาการไม่ชัดเจนอาจต้องมีการตรวจยืนยันทางห้องงปฏิบัติการ

  • ตรวจ RT-PCR หาเชื้อไวรัสจากน้ำลายหรือป้ายเยื่อบุข้างแก้มหรือจากปัสสาวะ ซึ่งให้ผลแม่นยำสูงในช่วง 3 วันแรกที่เริ่มมีอาการ
  • ตรวจเลือดหาแอนติบอดี (Mumps IgM/IgG) เพื่อช่วยยืนยันการติดเชื้อหรือประเมินภูมิคุ้มกัน 

ปัจจุบัน ไม่แนะนำการตรวจหา Mumps antigen หรือสารก่อภูมิต้านทาน เป็นการตรวจมาตรฐาน เนื่องจากมีความไวต่ำ

วิธีป้องกันโรคคางทูม 

วิธีป้องกันโรคคางทูม 

  • การฉีดวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) ป้องกันโรคได้ถึง 95%
    เด็ก: ฉีด 2 เข็ม (เข็มแรกอายุ 9-12 เดือน / เข็มที่สองอายุ 1 ปี 6 เดือน ถึง 2 ปีครึ่ง)
    ผู้ใหญ่: หากไม่มีประวัติหรือไม่ทราบแน่ชัด ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
  • การป้องกันอื่นๆ เพื่อรักษาสุขอนามัย ได้แก่ การล้างมือให้สะอาดเสมอ สวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชน หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย

สังเกต “คางบวม” อย่างไรไม่ให้สับสนกับโรคอื่น?

เนื่องจากอาการแก้มบวมหรือคอบวม ไม่ได้เกิดจากโรคคางทูมเสมอไป จำเป็นต้องแยกจากโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน ได้แก่

  1. ต่อมน้ำลายอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial sialadenitis) มักบวมเพียงข้างเดียว และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผิวหนังบริเวณที่บวมจะแดง ร้อนและเจ็บปวดรุนแรง หากนวดบริเวณต่อมน้ำลาย อาจพบหนองข้นๆ หรือน้ำลายรสชาติผิดปกติไหลออกมาในช่องปาก
  2. นิ่วในต่อมน้ำลาย (Obstructive sialadenitis) มักปวดและบวมมากขึ้นขณะรับประทานอาหาร ไม่มีไข้และไม่ติดต่อ
  3. ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ (Lymphadenitis) มักเป็นก้อนแยกจากกันชัดเจน ขอบเขตชัดตำแหน่งจะอยู่หลังมุมขากรรไกร (ไม่ใช่หน้ากกหู) และไม่ดันติ่งหูให้ยกขึ้น
  4. โรคติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น เช่น EBV, Influenza อาจทำให้ต่อมน้ำลายหรือต่อมน้ำเหลืองโตได้
  5. ปัญหาช่องปากและฟัน เช่น รากฟันอักเสบ หรือเหงือกอักเสบรุนแรง จะบวมบริเวณเหงือกหรือแก้มข้างเดียวและสัมพันธ์กับอาการปวดฟัน

ข้อแนะนำสำคัญจากแพทย์

ข้อแนะนำสำคัญจากแพทย์เรื่องคางทูม

พ.ญ.สายนที ปรางค์นอก ว.67668 – แพทย์ประจำคลินิก

โรคคางทูมเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ค่ะ ซึ่งวิธีที่อยากแนะนำสำหรับคนทุกวัย คือการฉีดวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) และดูแลสุขอนามัยให้ดีเสมอ ล้างมือบ่อยๆและไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นค่ะ จะช่วยป้องกันตัวเราและคนรอบข้างได้มาก

สังเกตสัญญาณอันตราย! หากมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนมาก อัณฑะปวดบวมแดง ปวดท้องน้อยมากหรือหูได้ยินไม่ชัดเจน ให้มาหาหมอนะคะ

สนใจรับบริการทักแชทได้เลยค่ะ

โรคคางทูมเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีการใกล้ชิดกันอย่างในเมืองที่คนแออัดอย่างกรุงเทพฯ อาการสำคัญคือการบวมของต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูและกราม ซึ่งอาจพบร่วมกับไข้ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย แม้ในหลายกรณีโรคคางทูมจะสามารถหายได้เอง แต่ในผู้ใหญ่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่า

หากมีอาการไม่แน่ใจหรือกังวล การให้แพทย์ตรวจประเมินถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย โดยเฉพาะการเข้ารับการดูแลที่ อินทัชเมดิแคร์ คลินิกเวชกรรมในกรุงเทพที่มี 12 สาขา ซึ่งสามารถเลือกสาขาใกล้บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อรับคำแนะนำและการดูแลอย่างเหมาะสมได้อย่างสะดวกและมั่นใจ

รักษาคางทูมในกรุงเทพ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

แก้ไขล่าสุด : 20/01/2026

อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com