ตกขาวสีเขียว เป็นภาวะที่ผิดปกติและมักสะท้อนถึงการติดเชื้อในช่องคลอดหรืออวัยวะสืบพันธุ์ ภาวะนี้มักเกิดจากเชื้อ Trichomoniasis (พยาธิในช่องคลอด), Gonorrhea (หนองใน), หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย/อักเสบของเยื่อบุช่องคลอด โดยอาจมาพร้อมอาการคัน เจ็บ แสบร้อน มีกลิ่นเหม็น หรือปัสสาวะแสบขัด
ผู้ที่มีตกขาวสีเขียวจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องและได้รับยารักษา เช่น Metronidazole หรือ Tinidazole ซึ่งแพทย์จะพิจารณาขนาดยาและระยะเวลาตามสาเหตุของโรคและอาการ หากไม่รีบรักษา อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามและมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้
ข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับตกขาวสีเขียว
- ตกขาวสีเขียวคืออะไร ทำไมถึงเกิดขึ้นได้
- ตกขาวสีเขียวเกิดจากอะไร (สาเหตุที่พบบ่อย)

- ตกขาวสีเขียว บอกโรคอะไรบ้าง

- อาการที่มักพบร่วมกับตกขาวสีเขียว
- ตกขาวสีเขียวอันตรายไหม

- วิธีตรวจวินิจฉัยตกขาวสีเขียวโดยแพทย์
- วิธีรักษาตกขาวสีเขียวให้หายเร็ว

- ตกขาวสีเขียวหายเองได้ไหม
- วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีตกขาวสีเขียว
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตกขาวสีเขียว (FAQ)
ตกขาวสีเขียวคืออะไร ทำไมถึงเกิดขึ้นได้
ตกขาวสีเขียว (Green discharge) มักเกิดจากการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดหรือการอักเสบติดเชื้อของเยื่อบุผิวช่องคลอด โดยบริเวณช่องคลอดเป็นตำแหน่งที่พบตกขาวผิดปกติได้บ่อยที่สุด เนื่องจากความสมดุลของจุลชีพภายในช่องคลอดถูกรบกวน
หากเกิดจากการติดเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักพบตกขาวสีเขียวปนเหลืองร่วมด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
อ่านเพิ่มเติม : ตกขาวปกติและตกขาวผิดปกติเป็นแบบไหน ผู้หญิงต้องรู้!
ตกขาวสีเขียวเกิดจากอะไร (สาเหตุที่พบบ่อย)
-
การติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis)
มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน มีคู่นอนหลายคนหรือคู่นอนมีอื่น และไม่ได้ตรวจโรคเป็นประจำ ทำให้ตกขาวสีเขียวเป็นฟอง มีกลิ่นแรง คัน และแสบร้อน
-
การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน (Gonorrhea)
มักจะเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ไม่สวมถุงยาง ไม่รู้สถานะสุขภาพของคู่นอน และไม่ได้ตรวจโรค ทำให้ตกขาวสีเขียวข้น ปัสสาวะแสบ หรือปวดท้องน้อยร่วมด้วย
-
การติดเชื้อแบคทีเรียทำให้ช่องคลอดอักเสบ (Bacterial vaginosis)
เกิดจากจุลชีพเสียสมดุลจากการสวนล้างช่องคลอด มีการใช้สบู่หรือน้ำยาล้างที่มีน้ำหอมและสารเคมี ทำตกขาวมีกลิ่นคาวแรง โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์
-
ความไม่สมดุลของจุลชีพในช่องคลอด
เกิดจากสวนล้างช่องคลอดเป็นประจำ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่แรง ความเครียด พักผ่อนไม่พอ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง การใช้ยาปฏิชีวนะนาน ๆ การใส่กางเกงในรัดแน่น อับชื้น ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวน ส่งผลให้จุลชีพดีลดลง แบคทีเรียก่อโรคเพิ่มขึ้น ทำให้ตกขาวเปลี่ยนสี มีกลิ่น และระคายเคือง
ลักษณะของตกขาวสีเขียว บอกโรคอะไร
เมื่อตกขาวมีสีเขียว มักจะนึกถึงโรค Vaginal trichomoniasis เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจากเชื้อ Trichomonas vaginalis ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคในช่องคลอด โดยคนทั่วไปเรียกกันว่าโรคพยาธิในช่องคลอด
และอาจจะเป็นโรคหนองในหรือช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้ค่ะ ควรให้แพทย์ตรวจ วินิจฉัยโรคและจ่ายยาให้ตรงกับโรค
พยาธิในช่องคลอด
ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดมักจะมาด้วยปัญหาตกขาวเขียวปนเหลือง มีฟองมาก พบว่าประมาณร้อยละ 50 ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เกิดจากเชื้อโรคในช่องคลอดได้เพิ่มจำนวนและสร้าง สาร amine มากขึ้น ในขณะที่ประมาณร้อยละ 40 พบว่ามีอาการระคายและคันในช่องคลอดร่วมด้วย
หนองในแท้และหนองในเทียม
หนองในแท้ (Gonorrhea) ตกขาวมักจะมีสีเขียวและสีเหลือง และอาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์
หนองในเทียม ตกขาวมีสีเขียวและสีเหลืองเล็กน้อย ส่วนมากมีสีขาวขุ่น และอาการอื่น ๆ เช่น ปวดแสบขณะปัสสาวะหรือมีการเจ็บปวดบริเวณช่องคลอด การวินิจฉัยและรักษาโรคนี้ควรทำโดยแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ควรรักษาทั้งหนองในแท้และเทียมควบคู่กันรวมถึงควรพาคู่นอนมาตรวจรักษาด้วย ![]()
ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
ผู้หญิงที่มีอาการช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ตกขาวมักจะมีสีขาวออกเขียวปนสีเทา ร่วมกับมีกลิ่นเหม็น กลิ่นคาวปลา
ซึ่งจะเด่นชัดหลังจากมีเพศสัมพันธ์หรือช่วงมีประจำเดือน ตกขาวเป็นน้ำ หรือในผู้ป่วยบางรายก็ไม่มีอาการแสดง
เยื่อบุช่องคลอดอักเสบเรื้อรัง
เกิดจากการติดเชื้อซ้ำ ๆ หรือถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม มีโอกาสนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุช่องคลอดหรือแม้แต่ลุกลามไปยังอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน (เช่น มดลูก ท่อนำไข่) ทำให้ตกขาวผิดปกติเรื้อรัง ปวด/คัน และมีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้
การติดเชื้อแบคทีเรีย
- ตกขาวสีเขียวไม่มีกลิ่น มีอาการคัน มักเกิดจากการระคายเคืองหรือเชื้อราทำให้คัน แสบ ไม่สบายตัว แม้ไม่มีกลิ่น โดยเชื้อราจะทำให้ลักษณะของตกขาวเหมือนแป้งเปียก ส่วนมากจะตกขาวสีขาวหรือสีขาวปนเขียวได้กรณีมีเชื้ออื่นๆ ร่วมด้วย
- ตกขาวสีเขียวไม่มีกลิ่น ไม่คัน มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียระดับไม่รุนแรง หรือระยะเริ่มต้น จึงไม่มีอาการระคายเคือง แต่สีผิดปกติและอาการอาจจะรุนแรงมากขึ้นได้หากไม่รักษา
อาการที่มักพบร่วมกับตกขาวสีเขียว
- กลิ่นเหม็นผิดปกติ กลิ่นแรง คาว หรือเหม็นเน่า
- คัน หรือแสบร้อนบริเวณช่องคลอด อาจรู้สึกระคายเคืองเวลาเดินหรือปัสสาวะ
- ปวดท้องน้อย หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ บ่งบอกถึงการอักเสบของช่องคลอดหรือปากมดลูก
- ปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย อาจมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมกัน
ตกขาวสีเขียวอันตรายไหม
อาการนี้สามารถเป็นอันตรายได้หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น เพราะตกขาวสีเขียวบ่งบอกถึงโรคพยาธิในช่องคลอด ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถติดต่อกันได้ง่าย
ทำให้เกิดภาวะอักเสบติดเชื้อในช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานตามมา ![]()
ภาวะแทรกซ้อนหากติดเชื้อรุนแรง
- การอักเสบของช่องคลอดและปากมดลูกเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ คุณภาพชีวิตแย่ลง และรักษายากขึ้น
- ติดเชื้อลุกลามไปยังอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease – PID)
- ภาวะมีบุตรยาก เชื้อทำให้ท่อนำไข่อักเสบ เกิดพังผืด อุดตัน มีผลต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต
- ตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดจากพังผืดในท่อนำไข่ ทำให้ไข่ฝังตัวผิดที่ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
ความเสี่ยงของการปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา
ผู้ป่วยบางรายมีการอักเสบของปากมดลูกร่วมด้วย ปากมดลูกมีลักษณะเปื่อยและมีจุดสีแดงทำให้ดูคล้ายกับสตรอเบอร์รี่ เรียกว่า strawberry cervix ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดปนออกหลังมีเพศสัมพันธ์ได้ หากมีการติดเชื้อชนิดดังกล่าวในสตรีมีครรภ์อาจทำให้เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและน้ำเดินก่อนกำหนดได้
หากพบว่ามีอาการตกขาวผิดปกติควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรักษาก่อนจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา
วิธีตรวจวินิจฉัยตกขาวสีเขียวโดยแพทย์
การตรวจหาสาเหตุของตกขาวสีเขียวอย่างแม่นยำแพทย์จะใช้หลายวิธีร่วมกันได้แก่

ตรวจภายในและซักประวัติ
แพทย์จะสอบถามอาการเบื้องต้น เช่น กลิ่นตกขาว คัน แสบร้อน ปวดท้องน้อย พร้อมตรวจภายในเพื่อดูลักษณะตกขาวและความผิดปกติของช่องคลอด
ตรวจหาเชื้อ Trichomonas / หนองใน
ทำได้โดยการเก็บตัวอย่างตกขาวไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การย้อมสี ตรวจด้วย PCR หรือเพาะเชื้อ เพื่อหาว่ามีเชื้อก่อโรคหรือไม่
ตรวจ pH ช่องคลอดและตรวจกล้องจุลทรรศน์
- การวัดค่า pH ของช่องคลอดช่วยบอกความสมดุลของจุลชีพ
- การตรวจกล้องจุลทรรศน์ (Microscopy) ใช้ดูแบคทีเรีย เซลล์เยื่อบุ และพยาธิในช่องคลอด เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค เช่น BV หรือ Trichomoniasis
วิธีรักษาตกขาวสีเขียวให้หายเร็ว
การใช้ยาฆ่าเชื้อที่แพทย์สั่ง
เช่น Metronidazole, Tinidazole ใช้รักษาเชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) และการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ยาจะช่วยลดตกขาว กลิ่น และการอักเสบภายในไม่กี่วัน
รักษาตามเชื้อโรคที่ตรวจพบ
หากพบว่าเป็น หนองในจะใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะชนิด , หากเป็น ภาวะแบคทีเรียในช่องคลอด จะเน้นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียและปรับสมดุลจุลชีพ , หากเป็นโรคพยาธิในช่องคลอด Trichomonas ใช้ยาฆ่าพยาธิให้ตรงเชื้อ
ระยะเวลาการใช้ยาและการติดตามอาการ
ต้องทานยา ครบตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ![]()
และแพทย์อาจนัดติดตามเพื่อดูว่าเชื้อหายสนิทหรือไม่ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนยา
ควรงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา
เพื่อป้องกันการระคายเคือง การแพร่เชื้อ และการติดซ้ำจากคู่นอน
หากติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ มักต้องรักษา ทั้งคู่นอนพร้อมกัน ![]()
ประสบการณ์แพทย์ที่รักษาผู้ป่วย
“ผู้ป่วยมาด้วยอาการตกขาวเป็นๆหายๆ อาการเป็นนาน 6 เดือน ผู้ป่วยไม่เคยตรวจภายในช่วงที่มีอาการ เพราะซื้อยาจากร้านยาแล้วอาการดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็กลับเป็นซ้ำอีก ในวันที่ผู้ป่วยมาปรึกษาจึงได้แนะนำการตรวจภายใน เนื่องจากจะได้ประเมินเรื่องตกขาวและตรวจดูความผิดปกติทางนรีเวชอื่นๆ รวมไปถึงได้เก็บส่งตรวจตัวอย่างในช่องคลอดเพื่อดูเชื้อก่อโรค
จากนั้นพบว่าผู้ป่วยมีภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ที่ผ่านมาผู้ป่วยซื้อยาสอดสำหรับเชื้อราจากร้านยาทำให้ได้ยาไม่ตรงกับเชื้อที่มีอยู่อาการจึงกลับเป็นซ้ำ หมอตรวจและให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไปแล้วผู้ป่วยก็อาการดีขึ้น ไม่มีอาการตกขาวกลับมาเป็นซ้ำอีก”
แพทย์หญิงนลพรรณ พิทักษ์สาลี ว.71033ตกขาวสีเขียวหายเองได้ไหม
ตกขาวเป็นสีเขียวหายเองได้ แต่มีโอกาสค่อนข้างน้อย
กรณีที่อาจหายเอง
ในบางกรณีสามารถหายเองได้ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ของร่างกาย หากเกิดจาก ความไม่สมดุลชั่วคราว เช่น การสวนล้างแรงเกินไป หรือความเครียด
ทำให้ตกขาวสีเขียวเล็กน้อย อาการมัก ไม่รุนแรง ไม่มีคัน แสบร้อน หรือกลิ่นแรง และหายภายใน 1–2 วัน
ตรวจรักษาคลิกที่นี่ได้เลยค่ะกรณีที่จำเป็นต้องพบแพทย์ทันที
ในกรณีที่ต้องพบแพทย์คือมีตกขาวมีสีเขียว มีกลิ่นเหม็นแรง คัน แสบร้อน ปวดท้องน้อย หรือปัสสาวะแสบ เลือดออกผิดปกติ หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ มักเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนมากจะหายได้ช้าและเกิดภาวะอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานตามมาและมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้บ่อย เมื่อพบว่ามีการกลับเป็นซ้ำหลายครั้งควรพาคู่นอนมาตรวจรักษาร่วมด้วย
วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นตกขาวมีสีเขียว
หากมีอาการตกขาวที่ดูผิดปกติไปสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นง่ายๆหรือปรับพฤติกรรมบางอย่างก่อนได้ ดังนี้

-
หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท
สามารถทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเลี่ยงประเภทที่กระตุ้นอาการให้แย่ลงหรือส่งผลต่อสุขภาพช่องคลอด เช่น อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารหมักดอง และอาหารไขมันสูง
-
งดการมีเพศสัมพันธ์
ถ้าตกขาวผิดปกติควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการจะดีขึ้น เพราะการมีเพศสัมพันธ์เสี่ยงต่อการส่งผ่านเชื้อจากภายนอกเข้าสู่ช่องคลอด และส่งผ่านเชื้อจากช่องคลอดไปสู่ภายนอกได้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง
-
ทำความสะอาดอวัยวะเพศ
เน้นทำความสะอาดภายนอกด้วยน้ำสะอาด งดใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอดเนื่องจากจะทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเสียสมดุล เสี่ยงต่อการติดเชื้อตามมา
-
งดสอดใส่สิ่งแปลกปลอมในอวัยวะเพศ
เนื่องจากเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดช่องคลอดอักเสบและภาวะอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน รวมถึงไม่ควรใส่กางเกงในที่รัดจนเกินไป
การที่คุณผู้หญิงมีตกขาวสีเขียว รวมทั้งมีอาการผิดปกติอื่นๆร่วมด้วย ไม่ควรปล่อยไว้ให้หายเองเพราะเสี่ยงจะเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมา ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษา ทางที่ดีคือรักษาที่ตัวคุณเองร่วมกับคู่นอนเพื่อลดการเกิดซ้ำค่ะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตกขาวสีเขียว (FAQ)
เอกสารอ้างอิง
- Soper DE. Genitourinary infections and sexually transmitted diseases. In: Berek JS, Adashi EY, Hillard PA, editors. Novak’s gynecology. 12th ed. Baltimore: Williams & Wilkins, 1996:429-45.
- ตำรานรีเวชวิทยา ฉบับเรียบเรียงครั้งที่ 4 ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- นรีเวชวิทยา ฉบับสอบบอร์ด เรียบเรียงครั้งที่ 4 ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บทความที่น่าสนใจ
- ตกขาว เรื่องที่ผู้หญิงทุกต้องรู้
- ตกขาวมีกลิ่น ผู้หญิงควรรู้!!
- ตกขาวสีเหลือง อันตรายไหม เป็นโรคอะไร
- ใส่กางเกงในซ้ำ มีกลิ่น ผื่นคัน เสี่ยงโรค
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
พญ.นลพรรณ พิทักษ์สาลี
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 08/12/2025
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

EN
MM
