ราคายาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ และข้อควรรู้ก่อนรับยา Oseltamivir

ยาต้านไข้หวัดใหญ่ ราคา

เมื่อเริ่มมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อย ตัวร้อน หรือสงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ หลายคนมักอยากรู้ราคายาต้านไวรัสอย่าง Oseltamivir ก่อนตัดสินใจไปพบแพทย์

ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาต้าน การใช้ยาต้านไข้หวัดใหญ่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดระยะเวลาป่วยได้ โดยเฉพาะหากได้รับภายใน 48 ชั่วโมงแรก

บทความนี้จะสรุปราคา Oseltamivir (GPO-A-FLU), วิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง, ความต่างระหว่าง Oseltamivir และ Favipiravir, ข้อควรรู้ก่อนรับยา รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยาต้านไข้หวัดใหญ่

ยาต้านไข้หวัดใหญ่คืออะไร และควรใช้เมื่อไหร่

ยาต้านไข้หวัดใหญ่ คือ ยาที่ใช้ลดความรุนแรงของอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ (A) และ บี (B) รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์จากสัตว์ปีกบางชนิด ยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ทำให้อาการป่วยดีขึ้นเร็วขึ้นและลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อ

โดยจะเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการภายใน 48 ชั่วโมงแรก หรือกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีอาการไข้สูง ไอมาก ปวดเมื่อยรุนแรง ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมก่อนสั่งจ่ายยาในแต่ละราย สำคัญ

ราคายาต้านไข้หวัดใหญ่ Oseltamivir

ราคา Oseltamivir

  • ราคายาจีพีโอ-เอ-ฟู (โอเซลทามิเวียร์) ครั้งละ 1,250 (ไม่รวมค่าแพทย์ แล็ป และอื่นๆ)
  • หมายเหตุ : การจ่ายยาต้านไข้หวัดใหญ่ขึ้นอยู่กับแพทย์เท่านั้น คนไข้จะต้องได้รับการตรวจประเมินร่างกายและการวินิจฉัยอาการจากแพทย์เพื่อรักษาโรคและจ่ายยา

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ค่าใช้จ่ายในการรักษาไข้หวัดใหญ่ อื่น ๆ ได้แก่

  • ค่าตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์
  • ค่าตรวจแล็บที่จำเป็น
  • ค่าเวชภัณฑ์หรือค่าบริการเพิ่มเติมตามการรักษา

รับยาต้านไข้หวัดใหญ่ ราคาสบายกระเป๋าแพทย์หญิงวรางคณา วิวัลย์ศิริกุล ว.64206

ต้องตรวจหาไข้หวัดใหญ่ก่อนรับยาต้านไหม

อาจไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อทุกราย โดยแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาต้านไวรัสได้ หากคนไข้มีอาการที่เข้ากันได้กับไข้หวัดใหญ่ร่วมกับเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือมีอาการที่รุนแรง เป็นต้น

สนใจพบแพทย์ทักแชทได้เลยค่ะ

อ่านบทความ: ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ซื้อกินเองได้ไหม? ต้องมีใบสั่งแพทย์ไหม?

Oseltamivir ต่างจาก Favipiravir ยังไง

Oseltamivir มักใช้เป็นยาต้านไวรัสอันดับแรก (first-line) ส่วน Favipiravir จะเป็นยาอันดับรอง (second-line) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาอันดับแรกได้ ซึ่งจะใช้เฉพาะในเคสที่ผู้ป่วยไม่ได้เป็นไข้หวัดใหญ่แบบรุนแรงเท่านั้น

ยาโอเซลทามิเวียร์ ต่างจากฟาวิพิราเวียร์ (ฟาเวียร์) อย่างไร

ข้อแตกต่างระหว่างยา 2 ตัว

ยา 2 ตัวนี้ จัดเป็นยาต้านไวรัสคนละกลุ่ม มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน โดย

  • Oseltamivir จะยับยั้งเอนไซม์ Neuraminidase ในไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไม่ให้หลุดออกจากเซลล์ ยับยั้งการแพร่กระจายของไข้หวัดใหญ่
  • Favipiravir เป็นยาออกฤทธิ์กว้าง (Broad-spectrum antiviral) ออกฤทธิ์ยับยั้งการจำลองตัวเองของไวรัสหลายชนิด รวมถึงไข้หวัดใหญ่ และไวรัส RNA อื่น ๆ

ใช้กับใครได้บ้าง

  • Oseltamivir ใช้ได้ในเด็กและผู้ใหญ่ อายุ 1 ปีขึ้นไป จะใช้รักษาในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มที่มีอาการรุนแรง, กลุ่มที่ที่เสี่ยงต่อโรคอย่างรุนแรง, ผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล, มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง, ผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้นใน 48 ชั่วโมงหลังป่วย และปัจจัยอื่น ๆ ตามดุลยพินิจย์ของแพทย์ผู้ตรวจวินิจฉัย
  • Favipiravir เป็นยาต้านที่ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยใช้ยา Oseltamivir แล้วไม่ได้ผล แพทย์จึงพิจารณาให้ใช้ยานี้ โดยจะใช้ในผู้ที่ไม่ได้มีอาการป่วยรุนแรงเท่านั้น และไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ สงสัยว่าตั้งครรภ์ และผู้ที่อาจแพ้ส่วนประกอบในยา
สนใจพบแพทย์ทักแชทได้เลยค่ะ

วิธีใช้ยาต้านไข้หวัดใหญ่อย่างถูกต้อง

การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เป็นวิธีรักษาหลักเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A, B หรือชนิด A จากสัตว์ปีก โดยควรเริ่มยาหลังมีอาการป่วยภายใน 48 ชั่วโมง (2 วัน) และยังใช้ได้ผลในอาการป่วยไม่เกิน 5 วัน เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดระยะเวลาการป่วย

จีพีโอ-เอ-ฟู (โอเซลทามิเวียร์)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่

  • ผู้ใหญ่และวัยรุ่น อายุตั้งแต่ 13 ปี ขึ้นไป รับประทานครั้งละ 75 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (ห่างกัน 12 ชั่วโมง) ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน 

ขนาดยาสำหรับเด็กตามน้ำหนักตัว

เด็กอายุ 1–12 ปี ให้รับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน โดยให้ขนาดยาตามน้ำหนักตัวดังนี้

  • น้ำหนักต่ำกว่าหรือเท่ากับ 15 กิโลกรัม: ทาน 30 มก. วันละ 2 ครั้ง
  • น้ำหนัก 15-23 กิโลกรัม: ทาน 45 มก. วันละ 2 ครั้ง
  • น้ำหนัก 23-40 กิโลกรัม: ทาน 60 มก. วันละ 2 ครั้ง
  • น้ำหนักตัวมากกว่า 40 กิโลกรัม: ทาน 75 มก. วันละ 2 ครั้ง

หมายเหตุ :

  • ควรเริ่มรักษาด้วยยาภายใน 2 วันที่มีอาการโรคไข้หวัดใหญ่
  • สำหรับผู้ใหญ่ที่มีค่าอัตราการขับ Creatinine ออกจากร่างกาย (Creatinine clearance) 10-30 มิลลิลิตร/นาที ให้รับประทานครั้งละ 75 มิลลิกรัม 5 วัน

รับยาต้านไข้หวัดใหญ่ ราคาสบายกระเป๋าแพทย์หญิงวรางคณา วิวัลย์ศิริกุล ว.64206

หากลืมทานยาควรทำอย่างไร

ยา Oseltamivir มักจะให้รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ทุก 12 ชั่วโมง) หากลืมให้ทานยาทันทีที่นึกได้ โดยระยะห่างระหว่างยา 2 เม็ด (มื้อที่ลืม + มื้อถัดไป) ไม่ควรน้อยกว่า 6-8 ชั่วโมง

ถ้านึกได้ในเวลาที่ใกล้ถึงเวลาทานยาในมื้อถัดไป ให้ข้ามยามื้อที่ลืมไป และทานยามื้อถัดไปตามเวลาปกติโดย ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า สำคัญ

จีพีโอ-เอ-ฟู (โอเซลทามิเวียร์)

จีพีโอ-เอ-ฟู (GPO-A-FLU) เป็นชื่อทางการค้าของ Oseltamivir ที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม จัดเป็นยาชนิดควบคุมพิเศษ ใช้ในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งตัวยาจะเป็นสูตรเดียวกัน Tamiflu แตกต่างกันตรงผู้ผลิต

ส่วนประกอบของยา

  • ใน 1 แคปซูล ประกอบด้วยตัวยา โอเซลทามิเวียร์ ฟอสเฟต เทียบเท่ากับ โอเซลทามิเวียร์ 30 มิลลิกรัม, 45 มิลลิกรัม และ 75 มิลลิกรัม

ลักษณะของยา

  • จีพีโอ-เอ-ฟลู (30 มิลลิกรัม) ผงยาสีขาว บรรจุในแคปซูลเบอร์ 4 สีส้ม ฝาแคปซูลมีตัวอักษร “OSEL” ตัวแคปซูลมีตัวเลข “30”
  • จีพีโอ-เอ-ฟลู (45 มิลลิกรัม) ผงยาสีขาว บรรจุในแคปซูลเบอร์ 4 สีเขียว ฝาเเคปซูลมีตัวอักษร “OSEL” ตัวแคปซูลมีตัวเลข “45”
  • จีพีโอ-เอ-ฟลู (75 มิลลิกรัม) ผงยาสีขาว บรรจุในแคปซูลเบอร์ 2 ตัวแคปซูลสีครีม ฝาครอบสีเหลือง

ข้อบ่งใช้

  • GPO-A-FLU ใช้รักษาและป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ทั้งชนิด A หรือ B ในผู้ใหญ่และวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 13 ปี ขึ้นไป องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ใช้ยาโอเซลทามิเวียร์ในการรักษาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชำแหละสัตว์ปีก ซึ่งสงสัยว่าอาจติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A จากสัตว์ปีก (H5N1) ในทางเดินหายใจ
สนใจพบแพทย์ทักแชทได้เลยค่ะ

คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาและเภสัชจลนศาสตร์

  • กลไกการออกฤทธิ์: Oseltamivir เป็นยาต้านไวรัสที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Neuraminidase ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญต่อการแบ่งตัวและการแพร่กระจายของไวรัส เมื่อเอนไซม์นี้ถูกยับยั้ง ไวรัสจะไม่สามารถหลุดออกจากเซลล์ที่ติดเชื้อเพื่อแพร่ไปยังเซลล์อื่นได้ ทำให้จำนวนไวรัสลดลงและอาการป่วยไม่รุนแรงมากขึ้น ยานี้มีประสิทธิภาพต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด A และ B รวมถึงไวรัสไข้หวัดใหญ่จากสัตว์ปีกบางสายพันธุ์ เช่น H5N1, H7N2 และ H9N2 จากข้อมูลการทดลองทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง
  • เภสัชจลนศาสตร์: Oseltamivir ถูกดูดซึมได้ดีหลังรับประทานในรูปแบบ oseltamivir phosphate และถูกเปลี่ยนเป็นสารออกฤทธิ์โดยเอนไซม์ในตับ ประมาณอย่างน้อย 75% ของยาที่รับประทานจะถูกเปลี่ยนเป็นสารเมตาบอไลต์ที่ออกฤทธิ์ ซึ่งจะมีระดับสูงสุดในเลือดภายใน 2-3 ชั่วโมง ยามีปริมาตรกระจายตัวเฉลี่ยประมาณ 23 ลิตร การจับกับโปรตีนต่ำเพียง 3% มีค่าครึ่งชีวิต 6–10 ชั่วโมง และถูกขับออกทางไตมากกว่า 99%

ข้อห้ามใช้ยาโอเซลทามิเวียร์

  • ห้ามใช้ยา ในผู้ที่แพ้ยาโอเซลทามิเวียร์ หรือสารประกอบอื่นๆ ในยานี้ สำคัญ

ข้อควรระวัง

  • ในคุณแม่ให้นมบุตร ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากในการทดลองกับหนูพบว่ายาถูกขับออกทางน้ำนมได้ (แต่ในมนุษย์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัด) ควรใช้ยาเมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่า “ประโยชน์ที่จะได้รับ คุ้มค่ากว่าความเสี่ยง” ที่อาจเกิดกับทารกเท่านั้น

  • ในเด็กเล็ก (อายุน้อยกว่า 1 ปี) ไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาของ “เกราะป้องกันสมอง” (Blood-brain barrier) ในเด็กวัยนี้ ทำให้ไม่ทราบแน่ชัดว่ายาจะมีผลข้างเคียงรุนแรงเหมือนในสัตว์ทดลองหรือไม่

สนใจพบแพทย์ทักแชทได้เลยค่ะ
  • ในผู้ป่วยโรคตับ ในผู้ป่วยตับเสื่อม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยที่ชัดเจน

  • ในผู้ป่วยโรคไต ไตเสื่อมปานกลาง (CrCl 10-30) แพทย์จำเป็นต้อง ปรับลดขนาดยา ลง ส่วน ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย (CrCl ต่ำกว่า 10) หรือ ผู้ที่ล้างไต/ฟอกเลือด ไม่สามารถใช้เกณฑ์การปรับยาตามปกติได้ (ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทาง)

  • อาการทางประสาทและพฤติกรรม มีรายงานพบผู้ป่วย (ส่วนใหญ่เป็นเด็กในญี่ปุ่น) มีอาการ เพ้อ หรือพยายามทำร้ายตนเอง หลังจากใช้ยานี้ แม้ยังไม่สรุปแน่ชัดว่าเป็นผลจากยาโดยตรงหรือไม่ แต่ผู้ปกครองหรือคนใกล้ชิด ต้องเฝ้าระวังพฤติกรรมที่ผิดปกติอย่างใกล้ชิด ตลอดการรักษา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรก หลังเริ่มกินยา

การใช้ยาในสตรีมีครรภ์และสตรีระหว่างให้นมบุตร

การใช้ยาในผู้ที่กำลังให้นมบุตรควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากมีการศึกษาในหนูพบว่าโอเซลทามิเวียร์จะถูกขับออกทางน้ำนม ส่วนในคนยังไม่ทราบแน่ว่าโอเซลทามิเวีชร์จะถูกขับออกทางน้ำนมหรือไม่ คุณแม่ที่ให้นมลูกจึงควรใช้เฉพาะเมื่อคาดว่าผลการรักษาที่ได้จะคุ้มกับความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดกับทารก


รับบริการที่อินทัชเมดิแคร์คิลินิก

อาการข้างเคียงของยาต้านไข้หวัดใหญ่

  • อาการข้างเคียงที่พบได้ เช่น คลื่นไส้ร่วมกับอาเจียน/ไม่อาเจียน, อาเจียน, ปวดท้อง, ท้องเสีย, เลือดกำเดาไหล, โรคเกี่ยวกับหู, เยื่อบุตาอักเสบ, มึนงง, ปวดศีรษะ, นอนไม่หลับ, ไอ, เวียนศีรษะ และอ่อนล้า เป็นต้น
  • การรับประทานยาร่วมกันกับอาหารมีส่วนช่วยให้อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง ลดลงได้
  • ในกรณีที่มีการแพ้ยาอาจมีผื่นขึ้นได้

การได้รับยาเกินขนาดและการรักษา

ยังไม่มีรายงานการใช้ยาเกินขนาด อย่างไรก็ตามอาการที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นจากการได้รับยาเกินขนาดเฉียบพลัน คือ คลื่นไส้ ร่วมกับอาเจียนหรือโดยไม่อาเจียน

เอกสารอ้างอิง

  • คู่มือแพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุขในการรักษาและดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3, กระทรวงสาธารณสุข, 27 กันยายน 2554.

บทความที่น่าสนใจ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

แก้ไขล่าสุด : 18/12/2025 (ปรับปรุงหน้าเว็บไซต์แล้ว)

อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com